ถ้าอยากซื้อ ‘น้ำมันปลา’ อย่างปลอดภัย นี่คือสิ่งที่คุณควรรู้! หลายคนมีปัญหาเรื่อ…

ถ้าอยากซื้อ ‘น้ำมันปลา’ อย่างปลอดภัย นี่คือสิ่งที่คุณควรรู้!

หลายคนมีปัญหาเรื่องโรคหัวใจ หลอดเลือดและสมอง มีคอเลสเตอรอลเกาะหลอดเลือด เป็นความดันโลหิตสูง มีอาการปวดข้อ ข้อเสื่อม ปวดไมเกรน อาการเหล่านี้น้ำมันปลา (Omega-3) สามารถช่วยได้ ซึ่งน้ำมันปลามีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ DHA กับ EPA ที่ช่วยเรื่องของหัวใจและหลอดเลือด ช่วยบำรุงการทำงานของสมอง ช่วยลดการอักเสบต่างๆ ของร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นเบาหวาน และช่วยบรรเทาอาการหอบหืดได้อีกด้วย วันนี้เราจึงนำ 3 เทคนิคการเลือกซื้อน้ำมันปลาอย่างปลอดภัยมาฝากกันค่ะ

1. ข้างกระปุกน้ำมันปลาจะต้องระบุว่า ปราศจากสารพิษโลหะหนักต่างๆ เพราะน้ำมันปลามักปนเปื้อนไปด้วยสารพิษโลหะหนัก เวลาเราซื้อน้ำมันปลามาทาน อย่าลืมดูฉลากข้างขวดว่า มีการกำจัดสารพิษต่างๆ ออกแล้วหรือยัง? โลหะหนัก เช่น ปรอท แคดเมี่ยม ตะกั่ว สารหนู เป็นต้น แล้วโลหะหนักพวกนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายก็จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพ

2. น้ำมันปลาจะต้องให้มี DHA รวมกับ EPA เกิน 60% ของเม็ดขึ้นไป สังเกตุฉลากน้ำมันปลา ซึ่งฉลากน้ำมันปลาจะมีส่วนประกอบ DHA (Docosahexaenoic acid) และ EPA (Eicosatetraenoic acid) ให้สังเกตว่าทั้ง 2 ตัวนี้มีปริมาณเท่าไหร่? ซึ่ง 2 ตัวนี้เป็นโอเมก้า 3 ที่ร่างกายต้องการ โดยปกติแล้วน้ำมันปลาจะมี DHA + EPA เพียงแค่ 300 มก. ส่วนอีก 700 มก. ที่เหลือจะไม่ใช่ 2 ตัวนี้ บางทีอาจจะเป็นโอเมก้า 6 หรือ Trans Fat ซึ่งโอเมก้า 6 ถ้าได้รับในปริมาณมากจะทำเกิดการอักเสบของร่างกาย ส่วน Trans Fat เมื่อได้รับเข้าไปจะทำให้คอเลสเตอรอลสูง ถ้าใน 1,000 มก. มี DHA + EPA เพียงแค่ 300 มก. อีก 700 มก. กินเข้าไปก็ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพได้ ซึ่งแนะนำควรเลือกน้ำมันปลาที่มี DHA + EPA เกิน 600 มก. ขึ้นไป

3. คนท้อง น้ำมันปลาโอเมก้า 3 เป็นสิ่งจำเป็น แต่…ให้เลือกน้ำมันปลาที่มี DHA อย่างเดียวเท่านั้น ห้ามมี EPA ซึ่ง DHA มีประโยชน์ช่วยในการบำรุงเรื่องของสมอง ระบบประสาทของลูก แต่ว่า EPA ในคนท้องห้ามทาน เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อการแท้งลูกได้
จะเห็นได้ว่าน้ำมันปลามีประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพของเราอย่างมากมาย ช่วยบรรเทาโรคต่างๆ ได้ ดังนั้นเพื่อให้ห่างไกลโรค เราควรใส่ใจสุขภาพ ทานอาหารที่มีประโยชน์ หรือทานอาหารเสริมวิตามินแร่ธาตุที่ดีต่อร่างกายกันนะคะ : )

ติดต่อเรา